เวลาเราพูดถึงคำว่า 1% มักจะนึกถึงคนที่ร่ำรวย
ระดับท็อปๆ ของโลก แต่นิยามจริงๆ ของ Top 1%
นั้นขึ้นอยู่กับว่า คุณอยู่ที่ไหน
.
เช่น ในอาหรับ ต้องมีรายได้ปีละล้านเหรียญ
ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ ต้องมีรายได้ต่อปี 2-3 แสนเหรียญ
ในประเทศไทยคนที่มีรายได้ 6-10 ล้านบาทก็เป็น 1% ได้แล้ว
.
กลุ่มคน 1% ใหม่ๆ จะเป็นกลุ่มที่ Luxury Brand ต่างๆ ให้ความสนใจ
เพราะพวกเขามักจะชอบใช้จ่ายไปกับนาฬิกาหรูหรือจิวเวลรี่แบรนด์ดัง
.
และ 1% ไม่ใช่คนแบบ Elon Musk หรือ Bill Gates
เพราะรายได้พวกเขานำไปเยอะแล้ว

ในโลกที่ยุ่งเหยิง ทุกอย่างพร้อมจะแทรกความคิดเราได้ตลอดเวลา
ความสามารถในการ “โฟกัส” จึงเป็นเหมือนทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาล
.
เพราะถ้าคุณสามารถโฟกัสได้ ก็จะทำงานได้เร็วกว่าคนอื่น
ไม่ใช่แค่ 2 หรือ 3 เท่า แต่อาจจะทำให้เร็วกว่านั้นเยอะ
แถมยังมีประสิทธิภาพมากกว่า
.
และการออกกำลังกายจะเข้ามาช่วยให้สมองได้ฝึกโฟกัส ซึ่งก็มีงานวิจัยที่ระบุว่า การออกกำลังกายจะส่งผลโดยตรงกับผลประกอบการ หรือถ้าทำงานในองค์กรก็จะส่งผลต่อ Perfomance ของคุณ

การได้ชัยชนะ บางครั้งก็ไม่ได้แปลว่า เราต้องมีฝีมือที่สูงกว่าคู่แข่ง
แต่เกิดจากไหวพริบที่ดีกว่าในการ "ช่วงชิงโอกาส"
.
ดังนั้นความคิดที่ว่า เราจำเป็นต้องเป็นเลิศไปซะทุกด้าน
อาจจะไม่ใช่พื้นฐานของความสำเร็จ
.
แต่การตามหาจุดแข็ง และรู้จักจุดอ่อนของตัวเองให้ดีต่างหาก
ที่จะทำให้เราเห็นโอกาสที่จะชนะมากขึ้น

การที่เจอปัญหาเข้ามาแรงๆ แล้วเราโต้กลับไปด้วยแรงเท่ากัน
อาจจะไม่ใช่วิธีที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ
ลองนึกภาพของม้าพยศ ที่ยิ่งพยศมากเท่าไหร่ แรงก็ยิ่งหมดเร็วเท่านั้น
.
“อุปสรรค” บางครั้งก็ไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยการจู่โจมตรงๆ
ดังนั้นเราควรคิดวิธีที่จะใช้พลังอำนาจของอุปสรรคนี่แหละ
มาช่วยให้เราสามารถบรรลุเป้าหมาย
.
เหมือนกับที่รัสเซียปราบกองทัพนโปเลียน และนาซีได้สำเร็จ
ไม่ใช่เพราะว่าสู้จนตัวตาย หรือปกป้องแบบแน่นหนา
แต่รัสเซียถอยทัพกลับเข้าเมืองชั้นใน
แล้วปล่อยให้ฤดูหนาว ทำหน้าที่กำจัดศัตรูแทน...

หลายครั้งในการทำธุรกิจ เราจะเผลอให้ค่ากับสิ่งที่เรามี มากกว่าความเป็นจริง ดังนั้น VRIO จะเป็น Frame Work ที่ช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์คู่แข่ง โดยที่เราไม่เข้าข้างตัวเอง และสามารถดูได้ว่าเรามีความสามารถในการแข่งขันขนาดไหน
.
เพราะบางครั้งการไม่รู้ปัญหา และลงทุนในเรื่องเดิมๆ ต่อ
อาจจะเป็นเรื่องที่อันตราย...

เมืองในอนาคต จะเป็นกลายเป็น “Smart City”
เช่น มีนวัตกรรมที่ช่วยตรวจสอบคุณภาพน้ำ
Censor ที่ช่วยให้ประหยัดน้ำไฟมากขึ้น
รวมถึงความปลอดภัยระหว่างทางเดิน การแจ้งเตือนเรื่องภัยพิบัติ
.
สิ่งที่ตามมาก็คือ ภายในปี 2040 จะมี 65% ของประชากรโลก
ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้น เพราะต้องการชีวิตที่ดี
.
แต่ถ้าหากบริหารจัดการเมืองไม่ดี
ไม่มีการวางแผนเรื่องอสังหาริมทรัพย์
ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และสลัมในเมืองอาจจะเพิ่มมากขึ้น

หนึ่งในเรื่องที่คนทั้งโลกกำลังจับตาก็คือ สถานการณ์ไวรัสโคโรน่า
นอกจากเรื่องสุขภาพของคนที่น่าเป็นห่วงแล้ว
อีกด้านหนึ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันก็คือ “ธุรกิจ Retail ทั่วโลก”
.
ไม่ว่าจะ Starbucks, Burberry, Nike, Uniqlo, Canadian
รวมถึง Walt Disney และแบรนด์อื่นๆ ที่หุ้นตกกันยกแผง
เพราะนักช้อปกว่า 20% เป็นชาวจีน
.
ทำให้ตอนนี้ ทุกแบรนด์ต้องวางกลยุทธ์
และปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้

EU ออกกฏให้เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเลคทรอนิกส์
ต้องมีอะไหล่สำหรับ 10 ปี ตั้งแต่ตู้เย็น เครื่องล้างจาน 
เครื่องซักผ้า ทีวี และอื่นๆ
.
เพราะคนส่วนใหญ่รู้สึกว่า เวลาที่ของพัง แล้วไปซื้อใหม่
บางครั้งถูกกว่า การเอาไปซ่อม
ทำให้ขยะอิเลคทรอนิกส์มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
.
การผลิตอะไหล่ออกมาซัพพอร์ตสินค้าแต่ละรุ่น ยาวไปถึง 10 ปี
ทำให้ยืดอายุการใช้งาน ซึ่งเป็นไอเดียการลดขยะที่น่าสนใจ
เพราะจะทำให้คนหันกลับมาซ่อม แทนที่จะซื้อใหม่

เมื่อ 5G เข้ามา จะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ 3 ข้อ
.
1.โมเมนตั้มโมบายวิดีโอจะแรงขึ้น ทำให้คนเลือกมาดูวิดีโอสตรีมมิ่งเพิ่มขึ้น
2.5G จะพา AR กับ VR จะกระโดดเข้าสู่เมนสตรีม
3.เราจะสามารถเชื่อมต่อกับลูกค้าได้ทันที ในทุกที่ที่ลูกค้าอยู่
.
ทุกอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนวิธีการทำการตลาดทั้งหมดทันทีเมื่อ 5G เข้ามา ดังนั้น นักการตลาดทุกคนต้องคิดเลยว่าภายใน 1-2 ปีนี้จะทำอะไรบ้าง และแน่นอนว่า คนที่เตรียมตัวได้ก่อนจะได้เปรียบ

มีงานวิจัยระบุว่า เด็ก Gen Z หรือวัยรุ่นที่อายุ 13-17 ปี
มีภาวะซึมเศร้ามากกว่าเด็กรุ่นอื่นๆ
.
โพลจากอเมริกาบอกว่า 2 ใน 3 ของปัญหา 
มาจากความคาดหวังเรื่อง เกรด, ภาพลักษณ์ที่ดีในโซเชียล, 
การมีเพื่อนหรือสังคมที่ดี
.
สุขภาพจิตจะเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นใน 10 ปีข้างหน้า
เพราะวัยรุ่นตอนนี้จะต้องโตเป็นผู้ใหญ่ 
ถ้าไม่แก้ไข เราจะเข้าสู่ยุค “Depressed generation”

Load more