เรื่องที่ควรทำในตอนเช้าคือ "การอ่านหนังสือพิมพ์"
เพราะข่าวรูปแบบนั้นไม่ได้ให้เราเป็นศูนย์กลาง
.
แต่การอ่านข่าวในอินเตอร์เน็ตบ่อยๆ
มักจะได้อ่านข่าวที่ตัวเองเป็นศูนย์กลาง
คือข่าวที่ตัวเองสนใจ การเสพข่าวแบบนี้ก็ค่อนข้าง
ส่งผลให้เรามองโลกคล้ายเดิม
.
ดังนั้นเราก็ควรที่จะต้องเรียนรู้วิธีการเลือกข่าว
และการมองโลกของเราอาจจะเปลี่ยนมากขึ้น

ย้อนกลับไป 40-50 ปีที่แล้ว ในอดีตมนุษย์มีความเป็นมนุษย์มากกว่าปัจจุบัน เพราะการเปลี่ยนแปลงของสังคมในสมัยก่อนเกิดขึ้นอย่างช้าๆ การแข่งขันเรื่องความสามารถก็ไม่รุนแรงเท่าตอนนี้ ไม่ต้องมีการชิงดีชิงเด่น มีหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดถึงมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับปัจจัยบางอย่างที่ทำให้คนเราต่างคนต่างอยู่

การล้มเลิกอะไรที่เพิ่งทำมาได้ไม่นาน การทำอะไรได้แค่ 3 วันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะรูปแบบของการใช้ชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจอันแน่วแน่ แต่เป็นการ "ฝึกหัด" เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสมองต่างหาก ที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้สำเร็จ
 
 

หลายคนน่าจะเคยมีประสบการณ์ "อกหัก"
ตั้งคำถามต่างๆ นานาว่า ทำไมคนๆ นั้นถึงจากเราไป
เราดีไม่พอหรือเปล่า แต่ถ้าเราลองมองผู้คนรอบตัว
ก็จะเห็นร่างกายคนอื่นๆ ที่เสื่อมสภาพไปตามเวลา
.
ซึ่งสาเหตุก็มาจากเรื่องของฮอร์โมน
และความเสียใจที่เกิดขึ้นก็มาจากฮอร์โมนเช่นกัน
แล้ววันหนึ่งความทุกข์เหล่านี้ก็อาจจะจากเราไปตามเรื่องของเวลา...

สิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณมนุษย์ก็คือ "ความฝัน"
การล้มเลิกที่เร็วเกินไป ในวันที่เราผิดหวัง
อาจจะเป็นสารกันบูดในจิตใจที่ทำให้เราทุกข์
และความล้มเหลวที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นการปฏิวัติอันยิ่งใหญ่
ที่ทำให้ความฝันเป็นจริงในอนาคตก็ได้
.
ศัตรูที่จะมาทำลายความฝันคือการยึดติดกับความสำเร็จ
แต่อย่าหวาดกลัว อย่าให้ความฝันทลายไปง่ายๆ

บางครั้งเวลาที่เราได้เงินเดือนมาก้อนหนึ่ง อาจจะไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เมื่อเห็นคนอื่นๆ ได้มากกว่า มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่เราจะเอามาเปรียบเทียบกับตัวเอง เรื่องสิ่งของ เรื่องความสัมพันธ์ก็เช่นกัน ทำให้หนุ่มสาวหลายคน ไม่หลุดพ้นไปจากความไม่พอใจในตัวเอง แต่เชื่อเถอะว่า อาจจะมีหลายคนอยากเป็นเราอยู่ก็ได้
 
 
หลายคนน่าจะเคยเจอกับภาวะมืดบอด มองไม่เห็นหนทาง แต่ก็พยายามตะเกือกตะกาย เหมือนกับพยายามปีนเชือกให้พ้นจากปากบ่อ แต่บางครั้งเราอาจจะต้องปล่อยเชือกให้ตัวเองตกลงมา เพราะความลึกของบ่อ อาจจะไม่ทำให้เราบาดเจ็บเท่ากับ "สิ่งที่เราคิดเอาเองก็ได้"
 
 

ในตอนที่เรากำลังเผชิญกับความทุกข์ เรามักจะรู้สึกมองไม่เห็นหนทาง รู้สึกจมปลักกับความรู้สึกแย่ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้เราทุกคนคิดถึงก็คือ แม้ตอนนี้เราจะเล่นดนตรีคร่อมจังหวะไปบ้าง แต่ถ้าฝึกซ้อมต่อไป อาจจะกลายเป็นนักดนตรีผู้เก่งกาจ บางทีเราอาจจะอยากขอบคุณความทุกข์ ที่จะกลายมาเป็นพลังให้กับเราในอนาคตก็ได้...

ในตอนนี้จะพูดถึงความแตกต่างระหว่างความอิจฉาและริษยา
จริงๆ แล้วสองคำนี้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ
ความริษยา คือการไม่อยากเห็นผู้อื่นได้ดีกว่า
.
ส่วนความอิจฉา อาจจะเป็นการเห็นผู้อื่นได้ดีกว่าแล้วรู้สึกไม่พอใจ
ต้องการอยากได้บ้าง แต่ก็ยอมรับความจริง
แต่ไม่ว่าความรู้สึกแบบไหนจะเกิดขึ้น
เราจะต้องหัดยอมรับกับอารมณ์เหล่านี้ เพื่อให้เราเติบโตไปข้างหน้าได้

หนังสือเล่มนี้บอกเราว่า อย่าเลือกงานด้วยคิดว่า บริษัทมีความมั่นคง และเงินเดือนสูง แม้ว่าปกติคนเราจะมองเรื่องความมั่นคง เงินเดือนสูงเป็นหลัก สิ่งที่จะทำให้เรามั่นคงในการทำงานได้จริงๆ ฟังดูแล้วอาจจะขัดกับความรู้สึกของใครหลายคนมากก็คือ "ความสนุก"
 
 

Load more

Play this podcast on Podbean App